ตรวจ DNA ตอนท้องได้ไหม ? พิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกได้แม่นยำแค่ไหน ราคาเท่าไหร่

          ตรวจ DNA ตอนท้องได้ไหม แม่นยำแค่ไหน ชวนมาทำความรู้จักวิธีตรวจ DNA แบบต่าง ๆ พร้อมเช็กราคาและข้อควรระวัง
ตรวจ DNA ตอนท้อง

          หลายคนอาจเคยสงสัยว่า หากต้องการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก จำเป็นต้องรอให้ลูกคลอดก่อนหรือไม่ หรือในระหว่างตั้งครรภ์ ก็สามารถตรวจได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีคำถามตามมาอีกมากมาย เช่น ต้องตรวจด้วยวิธีไหน ตรวจ DNA ราคาเท่าไหร่ มีความแม่นยำมากน้อยเพียงใด วันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจทุกประเด็นที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจตรวจ DNA ระหว่างตั้งครรภ์กันค่ะ

ตรวจ DNA ตอนท้องได้ไหม

ตรวจ DNA ตอนท้องได้ไหม

          หากถามว่าตรวจ DNA ตอนท้องได้ไหม คำตอบก็คือ สามารถตรวจได้ค่ะ โดยปัจจุบันมีทั้งวิธีที่ไม่รุกล้ำร่างกาย (Non-invasive) และวิธีที่ต้องเก็บตัวอย่างจากรกหรือถุงน้ำคร่ำ (Invasive) ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงแตกต่างกัน
          หากจุดประสงค์คือการพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกเพียงอย่างเดียว แพทย์มักพิจารณาการตรวจแบบไม่รุกล้ำเป็นอันดับแรก เพราะมีความปลอดภัยต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์

ตรวจ DNA ตอนท้องกี่เดือนถึงตรวจได้ ?

          ระยะเวลาที่สามารถตรวจ DNA ระหว่างตั้งครรภ์ได้จะขึ้นอยู่กับวิธีตรวจและข้อกำหนดของแต่ละห้องปฏิบัติการ ซึ่งแตกต่างกันไป

ตรวจ DNA ตอนท้อง มีวิธีไหนบ้าง

          การตรวจ DNA ตอนตั้งครรภ์ สามารถทำได้อยู่ 3 วิธี คือ

1. ตรวจ DNA ด้วยวิธี NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing)

ตรวจ DNA NIPT

          เป็นวิธีตรวจที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน โดยอาศัย DNA ของทารก (Cell-free fetal DNA) ที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดของคุณแม่ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับตัวอย่าง DNA ของผู้ที่คาดว่าเป็นบิดา เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก

อายุครรภ์ที่สามารถตรวจได้

          โดยทั่วไปเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 7-10 สัปดาห์ขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการแต่ละแห่ง

สิ่งที่ต้องใช้ในการตรวจ

  • ตัวอย่างเลือดของคุณแม่
  • ตัวอย่าง DNA ของผู้ที่คาดว่าเป็นบิดา เช่น ตัวอย่างเลือด เซลล์เยื่อบุกระพุ้งแก้ม หรือเส้นผมที่มีรากผม (ประเภทของสิ่งส่งตรวจที่รองรับอาจแตกต่างกันไปตามห้องปฏิบัติการ)
  • เอกสารแสดงตัวตนของผู้เข้ารับการตรวจ
  • เอกสารหรือหนังสือยินยอม (ในบางกรณี ตามข้อกำหนดของสถานพยาบาล)

ข้อดี

  • ไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำ
  • ไม่กระทบต่อทารกในครรภ์ และไม่มีความเสี่ยงจากการเจาะน้ำคร่ำหรือเก็บชิ้นเนื้อรก
  • มีความแม่นยำสูงเมื่อเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์อย่างถูกต้อง

ระยะเวลารอผลตรวจ

          โดยทั่วไปประมาณ 7-21 วันทำการ ขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการ

2. การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)

          เป็นการเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำจากโพรงมดลูกด้วยเข็มขนาดเล็ก เพื่อนำเซลล์ของทารกมาตรวจ DNA หรือวิเคราะห์ความผิดปกติทางพันธุกรรม วิธีนี้มักทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เช่น การตรวจวินิจฉัยภาวะโครโมโซมผิดปกติ โรคทางพันธุกรรมบางชนิด หรือการติดเชื้อของทารกในครรภ์ ทั้งนี้ ตัวอย่างน้ำคร่ำที่ได้สามารถนำไปใช้พิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกได้เช่นกัน

อายุครรภ์ที่สามารถตรวจได้

          โดยทั่วไปสามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 15-18 สัปดาห์ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมของแต่ละราย

สิ่งที่ต้องใช้ในการตรวจ

  • ตัวอย่างน้ำคร่ำที่เก็บโดยสูตินรีแพทย์
  • ตัวอย่าง DNA ของผู้ที่คาดว่าเป็นบิดา เช่น ตัวอย่างเลือดหรือเซลล์เยื่อบุกระพุ้งแก้ม
  • เอกสารแสดงตัวตนของผู้เข้ารับการตรวจ
  • เอกสารหรือหนังสือยินยอม (ในบางกรณี ตามข้อกำหนดของสถานพยาบาล)

ข้อดี

  • เป็นวิธีที่มีการใช้ในทางการแพทย์มาอย่างยาวนาน
  • สามารถนำตัวอย่างมาตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกได้อย่างแม่นยำ
  • ใช้ตรวจความผิดปกติของโครโมโซมและโรคทางพันธุกรรมของทารกได้ในคราวเดียว หากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

ข้อควรระวัง

  • เป็นหัตถการที่ต้องใช้เข็มเจาะผ่านผนังหน้าท้องเข้าสู่โพรงมดลูก จึงควรทำโดยสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก น้ำคร่ำรั่ว การติดเชื้อ หรือการแท้งบุตร แม้โอกาสเกิดจะค่อนข้างต่ำ
  • โดยทั่วไป ไม่แนะนำให้เจาะน้ำคร่ำเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อเพียงอย่างเดียว หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เนื่องจากปัจจุบันมีเทคนิคการตรวจจากเลือดของคุณแม่ ซึ่งไม่รุกล้ำและมีความปลอดภัยมากกว่า

ระยะเวลารอผลตรวจ

           โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของการตรวจและห้องปฏิบัติการ

3. การเจาะชิ้นเนื้อรก (Chorionic Villus Sampling : CVS)

ตรวจ DNA ตอนท้องได้ไหม

          เป็นการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อรก (Chorionic villi) ซึ่งมีสารพันธุกรรมเดียวกับทารกในครรภ์ เพื่อนำไปตรวจ DNA หรือวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมและโครโมโซมของทารก โดยแพทย์จะใช้เข็มเจาะผ่านหน้าท้อง หรือในบางกรณีอาจเก็บตัวอย่างผ่านทางปากมดลูก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของรกและดุลยพินิจของแพทย์ นอกจากใช้วินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมแล้ว ตัวอย่างชิ้นเนื้อรกยังสามารถนำมาตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกได้อีกด้วย

อายุครรภ์ที่สามารถตรวจได้

           โดยทั่วไปสามารถทำได้ในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 10-14 สัปดาห์ โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมของแต่ละราย

สิ่งที่ต้องใช้ในการตรวจ
  • ตัวอย่างชิ้นเนื้อรกที่เก็บโดยสูตินรีแพทย์
  • ตัวอย่าง DNA ของผู้ที่คาดว่าเป็นบิดา เช่น ตัวอย่างเลือดหรือเซลล์เยื่อบุกระพุ้งแก้ม
  • เอกสารแสดงตัวตนของผู้เข้ารับการตรวจ
  • เอกสารหรือหนังสือยินยอม (ในบางกรณี ตามข้อกำหนดของสถานพยาบาล)
ข้อดี
  • สามารถตรวจได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
  • มีความแม่นยำสูงในการวิเคราะห์สารพันธุกรรมของทารก
  • ใช้วินิจฉัยโรคทางพันธุกรรม ความผิดปกติของโครโมโซม และสามารถนำตัวอย่างไปตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกได้

ข้อควรระวัง

  • เป็นหัตถการที่ต้องดำเนินการโดยสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออก การติดเชื้อ น้ำคร่ำรั่ว หรือการแท้งบุตร แม้โอกาสเกิดจะค่อนข้างต่ำ
  • โดยทั่วไป ไม่แนะนำให้เก็บชิ้นเนื้อรกเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อเพียงอย่างเดียว หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เนื่องจากปัจจุบันมีการตรวจจากเลือดของคุณแม่ ซึ่งไม่รุกล้ำและมีความปลอดภัยมากกว่า

ระยะเวลารอผลตรวจ

          โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของการตรวจและห้องปฏิบัติการ

ตรวจ DNA ตอนท้องแม่นยำแค่ไหน ?

ตรวจ dna ที่ไหน

          หากใช้ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานและเก็บตัวอย่างอย่างถูกต้อง การตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกมีความแม่นยำสูงมาก

  • กรณีผลยืนยันว่าเป็นบิดา ความน่าจะเป็นมักมากกว่า 99%
  • กรณีผลระบุว่าไม่ใช่บิดา สามารถตัดความเป็นบิดาได้เกือบ 100%
          อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยบางอย่าง เช่น อายุครรภ์ที่ยังน้อยเกินไป ปริมาณ DNA ของทารกในเลือดมารดาไม่เพียงพอ หรือคุณภาพของตัวอย่างไม่เหมาะสม ทำให้บางกรณีอาจต้องเก็บตัวอย่างใหม่

ตรวจ DNA ตอนท้องได้ที่ไหนบ้าง

          ปัจจุบันสามารถตรวจ DNA ระหว่างตั้งครรภ์ได้ทั้งในโรงพยาบาลและห้องปฏิบัติการเฉพาะทางที่ให้บริการตรวจพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก อย่างไรก็ตาม บริการ วิธีการตรวจ และเงื่อนไขการให้บริการอาจแตกต่างกันในแต่ละแห่ง จึงควรสอบถามรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนเข้ารับการตรวจ
          ในกรณีที่ต้องตรวจด้วยวิธีเจาะน้ำคร่ำหรือเก็บชิ้นเนื้อรก ควรเข้ารับบริการในโรงพยาบาลที่มีสูตินรีแพทย์ด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ เพื่อประเมินความเหมาะสมของการตรวจและดูแลความปลอดภัยของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์นะคะ

ตรวจ DNA ตอนท้อง ราคาเท่าไหร่

ตรวจ dna ราคาเท่าไหร่

          ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับวิธีตรวจ สถานพยาบาล และห้องปฏิบัติการที่ให้บริการ โดยทั่วไปมีช่วงราคาดังนี้ค่ะ

  • ตรวจจากเลือดคุณแม่ (NIPT) ค่าใช้จ่ายประมาณ 30,000-70,000 บาท
  • เจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจ DNA ค่าใช้จ่ายแตกต่างตามค่าหัตถการและค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • การเก็บชิ้นเนื้อรก (CVS) ค่าใช้จ่ายแตกต่างตามสถานพยาบาลและรายการตรวจ
          ทั้งนี้ ราคาอาจยังไม่รวมค่าแพทย์ ค่าห้องปฏิบัติการ ค่าเดินทางนอกสถานที่ และค่าบริการอื่น ๆ รวมถึงกรณีที่ต้องการเอกสารรับรองผลทางกฎหมาย เพื่อใช้เป็นหลักฐานต่าง ๆ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีก
          ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เราสามารถตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกได้ตั้งแต่ระหว่างตั้งครรภ์  ดังนั้น หากกำลังวางแผนเข้ารับการตรวจ DNA ควรปรึกษาแพทย์ เลือกสถานพยาบาลหรือห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือ และแจ้งวัตถุประสงค์ของการตรวจตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการนำผลไปใช้ในกระบวนการทางกฎหมาย 

บทความที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ตรวจ DNA ตอนท้องได้ไหม ? พิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูกได้แม่นยำแค่ไหน ราคาเท่าไหร่ โพสต์เมื่อ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 12:14:53 41,074 อ่าน
TOP
x close