





เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก jeongmeeyoon.com
มีคุณผู้หญิงคนไหนโปรดปรานสีชมพูบ้าง แล้วมีคุณผู้ชายคนไหนโปรดปรานฟ้า หรือสีน้ำเงินบ้างไหมเอ่ย ? บางคนอาจจะมีสีโปรดเป็นสีอื่น ๆ แต่คุณคงไม่ปฏิเสธว่าเมื่อพูดถึงสองสีนี้แล้วก็อดที่จะนึกถึงมันในฐานะที่เป็นสีสัญลักษณ์ของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายไม่ได้ ขนาดบางบ้านที่คุณแม่กำลังตั้งท้องอยู่ แค่พอเริ่มรู้ลาง ๆ ว่าจะได้ลูกชายหรือลูกสาว ก็เตรียมซื้อเสื้อผ้าและของใช้สำหรับทารก เป็นโทนสีชมพูหรือไม่ก็สีฟ้าหรือน้ำเงิน ตามเพศของเจ้าหนูกันแล้ว และไม่ใช่แค่คุณพ่อคุณแม่ แม้กระทั่งเด็ก ๆ เอง ก็ดูจะรู้ว่าสีชมพูคือสีของเด็กผู้หญิง และสีน้ำเงินคือสีของเด็กผู้ชาย ก็ลองไปดูภาพในเซ็ตนี้ที่ถ่ายสะสมเป็นคอลเล็คชั่น โดย "จอง มี ยุน" ที่บันทึกภาพเด็กหญิงเด็กชายกับข้าวของประดามีของเหล่าเจ้าตัวเล็กทั้งหลาย ซึ่งล้วนอุดมไปด้วยสีชมพูและน้ำเงินทั้งนั้นเลยจริง ๆ
โดยรูปภาพเซ็ตนี้เป็นหนึ่งในหัวข้อวิทยานิพนธ์ของ"จอง มี ยุน" นักศึกษาชาวเกาหลี ที่ได้ทำธีซิสว่าด้วยสีชมพูและสีฟ้า หรือ "The Pink and Blue Projects" ซึ่งได้รวบรวมรูปถ่ายบรรดาหนุ่มน้อยสาวน้อยวัยกระเตาะ กับข้าวของในครอบครองของพวกเขา ที่หากเป็นเด็กผู้หญิงก็จะเป็นสีชมพูหวานแหวว ส่วนเด็กผู้ชายก็คึกคักสดใสปนเข้มแข็งด้วยฟ้าหรือสีน้ำเงิน ซึ่งดูเหมือนปรากฎการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ทั่วโลก อันเป็นผลกระทบที่ มี ยุน กล่าวว่า มาจากระบบทุนนิยม ความเจริญขึ้นของเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก พฤติกรรมการบริโภค และอีกหลากหลายปัจจัย แต่อย่างไรก็ตาม มี ยุน ได้เสริมอีกเล็กน้อยว่า เมื่อเด็ก ๆ หลายคนได้เติบใหญ่ขึ้น ความโปรดปรานต่อสีชมพูและน้ำเงินเหล่านี้ก็เปลี่ยนแปลงไปได้ โดยอาจเปลี่ยนไปชอบสีอื่น ๆ แทนได้เช่นกัน ซึ่งช่วงค้นหาสีโปรดของตัวเองมักเกิดขึ้นเมื่อเด็ก ๆ อายุราว 9-10 ขวบ
ที่มาของโปรเจ็คท์ ชมพู-น้ำเงิน นี้เริ่มจาก มี ยุน ได้สังเกตลูกสาววัย 5 ขวบ ของตัวเองว่า เธอมีข้าวของมากมายหลายชิ้นเป็นสีชมพู ทั้งเสื้อผ้า ของเล่น ของใช้ส่วนตัว และเธอก็โปรดปรานที่จะใช้แต่ของที่มีสีชมพูเท่านั้นซะด้วยสิ และเมื่อเขาได้สังเกตไปถึงลูกหลานของเพื่อน ๆ และคนรอบข้างก็ได้พบว่า ไม่ใช่ลูกสาวของเขาเพียงคนเดียวเสียหน่อยที่คลั่งไคล้โปรดปรานสีชมพู ดูเหมือนเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ก็มีสีชมพูเป็นสีโปรดเช่นเดียวกัน และหากเป็นผู้ชายก็จะเป็นสีน้ำเงินหรือไม่ก็สีฟ้า

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กผู้หญิงโปรดปรานสีชมพู และ เด็กผู้ชายโปรดปรานสีน้ำเงิน เกิดจากการถูกปลูกฝังจากผู้ปกครอง โดยไม่ว่าบรรดาพ่อแม่เองจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามทีว่ากำลังฝังความคิดเหล่านี้ให้ลูกน้อยว่า สีของเด็กหญิงคือสีชมพู และสีของเด็กชายคือสีน้ำเงิน แต่จะกล่าวว่าเป็นผลมาจากพ่อแม่ไปหมดเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะเมื่อได้ลองสำรวจในวงกว้างแล้ว ยังมีปัจจัยที่ใหญ่กว่านี้และส่งผลกระทบต่อกันมาเป็นทอด ๆ
ตามรายงานระบุว่า ความจริงแล้วสมัยก่อนนั้น สีแดง ต่างหากเล่าที่เป็นสีของเด็กผู้ชาย (สังเกตจากตัวหัวหน้าในขบวนการเรนเจอร์ทั้งหลายก็จะเป็นสีแดงทั้งนั้น ซึ่งสื่อถึงความแข็งแกร่งมีพละกำลัง) ขนาดหนังสือพิมพ์ "ซันเดย์ เซ็นติเนล" (Sunday Sentinel) ของอเมริกาได้ลงคำโฆษณาเชิญชวนว่า ให้บรรดาพ่อ ๆ แม่ ๆ ทั้งหลาย เลือกข้าวของสีแดงหรือชมพูสำหรับลูกชาย และสีน้ำเงินหรือฟ้าสำหรับลูกสาว แต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ค่านิยมนี้ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อสื่อถึงความเท่าเทียมทางการเมือง และความเท่าเทียมกันระหว่างทั้งสองเพศ การสลับขั้วของสองสีนี้จึงเกิดขึ้น โดยสีน้ำเงินกลายเป็นสีของเด็กผู้ชาย และ สีแดง-ชมพู กลายเป็นสีของเด็กผู้หญิงไปแทน ความนิยมนี้มีจุดกำเนิดมาจากอเมริกา แล้วค่อย ๆ ขยายแพร่กระจายไปทั่วโลก จนกลายเป็นค่านิยมที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสากลไปในที่สุด และยังส่งผลเรื่อยมาจนถึงระบบทุนนิยมหรือบริโภคนิยม ที่ผลิตสินค้าป้อนตามกระแสความเชื่อหลักของสังคม โดยผลิตสินค้าข้าวของเครื่องใช้ของเด็ก ๆ ให้แบ่งออกเป็นสองเพศอย่างชัดเจนด้วยสีชมพูและสีน้ำเงิน อย่างสีชมพูของแมวเหมียวคิตตี้ หรือตุ๊กตาบาร์บี้ที่อ่อนหวาน ส่วนเด็กผู้ชายก็จะคุ้นเคยกับสีน้ำเงินจากตัวตุ๊กตุ่นตุ๊กตาตามประสาเด็กผู้ชาย อย่างเช่น ยอดมนุษย์ฮีโร่อย่างซุปเปอร์แมน นั่นเอง
จากนั้นสีชมพูและสีน้ำเงินก็เปรียบเป็นตัวแทนของเด็กหญิงและเด็กชายไปกลาย ๆ นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และยังคงส่งผลอย่างเห็นได้ชัดจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง ก็ลองดูแต่ละรูปที่ จอง มี ยุน เขาถ่ายมายืนยัน เด็ก ๆ ต่างมีข้าวของกองโตเป็นสีชมพูไม่ก็น้ำเงินทั้งนั้นเลย เห็นแต่ละภาพแล้วก็อดไม่ได้ที่จะย้อนกลับมาสำรวจข้าวของในครอบครองของตัวเอง ว่ามีชิ้นไหนบ้าง ที่เป็นสีชมพู หรือสีฟ้า สีน้ำเงิน และมีอย่างละกี่ชิ้น? มีสีไหนมากกว่ากัน? อืมม.. เผลอ ๆ อาจจะมีเยอะกว่าน้อง ๆ ในรูปก็ได้นะเนี่ย







