
ปกป้องหรือปิดกั๊นปิดกั้นลูกกันแน่นะ?
ในฐานะคุณแม่ที่มีลูกวัยซน พอได้เห็นวิดีโอนี้หลาย ๆ คนก็อาจเกิดความรู้สึกสะท้อนใจหลายอย่าง ความรู้สึก 2 ด้านที่ขัดแย้งกันทำให้ไม่แน่ใจว่าความคิดปกป้องลูก หรือไม่อนุญาตให้ลูกทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างเนี่ย มันเป็นการปกป้องหรือปิดกั้นกันแน่ ก็เลยเป็นที่มา ของบทความนี้ที่ตั้งใจมาทบทวนสิ่งที่แคลงใจมานานให้มันชัดเจนขึ้นเสียที
เด็ก ๆ ไร้เดียงสาและน่ารักจริง ๆ เขามองเห็นการเล่นต่าง ๆ เป็นกิจกรรมที่น่าสนุก น่าสนใจโดยไม่นึกถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตนเองเลย เด็ก ๆ ก็มักเป็นแบบนี้ และมักตื่นตาตื่นใจกับเรื่องที่ตนเองกำลังสำรวจอยู่เสมอ โดยเฉพาะถ้าเป็นสิ่งที่สัมผัสได้จริงได้รู้สึกจริง ๆ เขาจะมีสมาธิอยู่ได้นานมาก แถมยังจดจำได้นานจนบางทีเล่าเป็นฉาก ๆ ให้คนโน้น คนนี้ฟังอย่างไม่รู้ลืมเลย ขนาดพูดยังไม่ค่อยเก่ง เขายังพยายามแสดงท่าทางประกอบการเล่าด้วย จำแม่นยิ่งกว่าการนั่งฟังเรื่องที่แม่เล่าหรืออ่านในนิทานให้ฟังเสียอีก แต่เด็กก็คือเด็ก นี่คือธรรมชาติของเด็ก ดังนั้นเราเองที่อาจควรจะต้องเป็นฝ่ายช่วยให้เขารู้จักระมัดระวังเพื่อการป้องกันอันตราย หรืออุบัติเหตุที่อาจแฝงอยู่ได้ คอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิดมากกว่าการปิดโอกาสลูกไปซะอย่า นั้น...ไม่ใช่เหรอ
หรือ? ?.....จากวีดีโอนี้ หากลูกต้องเล่นกับสุนัขจริง ๆ คุณแม่ก็คงกลัวเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด หรือโรคภูมิแพ้สุนัข ความสะอาด แต่หากเราอยู่กับลูกตลอดเวลาที่เขาเล่นกับสุนัข เราก็น่าจะสอนเขาถึงวิธีเล่นกับมันอย่างอ่อนโยน ลูบหลังสุนัขเพราะสุนัขชอบและสุนัขรู้สึกปลอดภัย แต่หากเด็ก ๆ เผลอไปดึงหาง ไปขี่หลัง สุนัขอาจรำคาญหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยก็อาจหันมาทำอันตรายเราได้ เราก็ควรบอกลูกว่าทำอย่างนั้นไม่ได้ สุนัขเองก็มีชีวิตจิตใจ เราไม่ควรทำสิ่งที่เขาไม่ชอบ เหมือนที่หนูก็จะไม่ชอบเวลาคนมาทำหนู จริง ๆ แล้ว นี่อาจเป็นโอกาสที่ดีที่จะสอนลูกให้มีความเมตตากรุณา มีความอ่อนโยนเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมองเห็นความต้องการของคนอื่น โดยเริ่มจากสุนัขที่เขาชอบก่อนก็ได้
รวมทั้งยังสามารถชวนคุณพ่อมาวิ่งเล่นด้วยกันกับลูกดีกว่า คุณสามี จะได้ลดพุงเสียที.....ฮ่าฮ่า...ส่วนเรื่องภูมิแพ้ ลูกเราจะแพ้หรือเปล่าถ้าต้องเล่นกับมัน บางคนเข้าใจว่าขนสุนัขเป็นที่มาของการแพ้ จริง ๆ แล้วเป็นการแพ้โปรตีนจากขี้ไคล น้ำลายของสุนัขต่างหาก ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นกับเด็กทุกคน หากภูมิคุ้มกันลูกแข็งแรงลูกก็ไม่น่าจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และอาจแข็งแรงมากขึ้นด้วยซ้ำ หากได้วิ่งมากขึ้นกับเจ้าสุนัขแทนที่จะนั่งอยู่แต่ในบ้าน...จะเอายังไงดีนะเรา ?...แล้วคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่น ๆ มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไงกันบ้างคะ?





