
เบบี้ ลิ้นติด! (รักลูก)
โดย คลินิกพิเศษ : ก้านแก้ว
เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ : นพ.โอฬาร เสรีนิยม
(กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด โรงพยาบาลสมิติเวช)
ภาวะลิ้นติด อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่ แต่พบได้ในเด็กตั้งแต่เกิดเลยค่ะ ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็วและถูกต้อง จะส่งผลให้เกิดปัญหาการดูดนม การพูด และด้านอื่นๆ ตามมาได้ค่ะ
Q : ภาวะลิ้นติดในเด็กคืออะไร และเกิดจากสาเหตุใดคะ รวมถึงการสังเกตด้วยค่ะ ![]()
A : ลิ้นติดเป็นภาวะที่เนื้อเยื่อระหว่างใต้ลิ้นกับปากมีลักษณะหนาและสั้นมาก ๆ ทำให้ไม่สามารถยื่นลิ้นหรือแลบลิ้นออกมายาว ๆ ได้ หรือไม่สามารถเอาปลายลิ้นแตะเพดานปากได้ ซึ่งไม่มีสาเหตุจำเพาะครับ เด็กสามารถเป็นได้ตั้งแต่เกิดเลยเป็นสิ่งที่ป้องกันไม่ได้ครับ
ส่วนการสังเกตจะดูจากเนื้อเยื่อใต้ลิ้นว่าหนาหรือไม่และเด็กสามารถดูดนมได้ไหม ส่วนจะทราบว่าเด็กจะเป็นลิ้นติดหรือไม่นั้นแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ตั้งแต่แรกเกิดเลย ซึ่งหากยังเป็นน้อย ๆ และเด็กไม่ได้มีปัญหาเรื่องการดูดนมก็ไม่ต้องทำอะไรครับ เพราะโอกาสที่เด็กจะเป็นลิ้นติดจนเกิดปัญหาได้พบน้อยมากครับ
Q : ถ้าตั้งแต่แรกเกิดเด็กไม่ได้ตรวจว่าลิ้นติดหรือไม่ คุณแม่จะสังเกตลูกได้อย่างไรคะ ![]()
A : สังเกตเวลาเด็กอ้าปากครับ ซึ่งจะเห็นความหนาของเนื้อเยื่อใต้ลิ้นหรือถ้าเด็กดูดนมลำบาก อาจจะร้องไห้งอแงเพราะกินไม่อิ่ม
Q : ดังนั้นอาจสังเกตได้จากการเจ็บหัวนมของคุณแม่ยามที่ลูกดูดนมใช่ไหมคะ ![]()
A : อาจจะใช่ครับ เพราะวิธีการดูดนมของเด็กไม่ถูกต้อง โดยทั่ว ๆ เด็กจะต้องดูดหัวนมเข้าไปจนถึงลานนม และใช้ลิ้นนวดให้น้ำนมออกมา ซึ่งเด็กที่ลิ้นติดจะทำไม่ได้และคุณแม่อาจจะรู้สึกเจ็บนม
แต่บางครั้งที่คุณแม่รู้สึกเจ็บนมก็อาจจะไม่ได้มาจากลิ้นติดของลูกก็ได้ แต่อาจมาจากผิวหนังบริเวณหัวนมของคุณแม่นั้นบอบบาง ยิ่งถ้าเป็นคุณแม่ที่มีลูกคนแรกเด็กอาจจะยังดูดนมไม่ถูกวิธีก็จะเจ็บนมได้ครับ ประกอบกับเด็กลิ้นติดที่ถึงขนาดดูดนมลำบากจะพบน้อยมาก ในเด็ก 1,000 คน อาจจะพบแค่ 1 หรือ 2 คน
Q : ปัญหาอื่น ๆ หรือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาล่ะคะ ![]()
A : ผลกระทบที่ทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ มีหลายอย่างครับ เช่น
1. เด็กจะพูดไม่ชัด เพราะออกเสียงพยัญชนะบางตัวที่ต้องใช้ลิ้นไม่ได้ ยกตัวอย่าง เช่น ตัว ร ต ด ท ถ
2. การดูดนม เด็กจะไม่สามารถดูดได้เพราะจะต้องใช้ลิ้นช่วย ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ เด็กจะไม่ได้รับประโยชน์จากสารอาหารจากนมแม่ที่เพียงพอ
3. ฟันผุเมื่อโตขึ้น เพราะเด็กไม่สามารถเอาลิ้นไปเลียหรือเขี่ยเศษอาหารให้หลุดออกจากซอกฟันได้
4. รู้สึกว่าตัวเองต่างจากคนอื่น ในเด็กบางคนที่มีเนื้อเยื่อหนามาก ๆ เมื่อโตขึ้นอาจรู้สึกว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น ๆ อย่างเมื่อเวลาแลบลิ้นก็ไม่ยาวเหมือนคนอื่น ๆ หรือแลบลิ้นแล้วลักษณะของลิ้นเหมือน W ตรงกลางของลิ้นถูกยึดไว้ด้วยเนื้อเยื่อ จะมีลิ้นส่วนด้านข้างเท่านั้นที่จะออกมาได้
แต่ผลกระทบเหล่านี้ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน เพราะเด็กลิ้นติดบางคนก็ออกเสียงชัด ด้วยวิธีการฝึกพูด เด็กบางคนที่ลิ้นไม่ติดออกเสียงไม่ชัดก็มี หรือเด็กบางคนที่ลิ้นติดฟันไม่ผุก็เยอะครับ
Q : วิธีรักษาภาวะลิ้นติดนี้ แพทย์จะมีวิธีการอย่างไรคะ ![]()
A : แพทย์จะรักษาโดยการผ่าตัดครับ ซึ่งเด็กจะสามารถผ่าตัดได้ตั้งแต่แรกคลอดเลย
ถ้าเป็นเนื้อเยื่อที่บาง ๆ ใส ๆ ไม่มีเส้นเลือดสามารถทำได้เลย ไม่มีปัญหา
ถ้าเนื้อเยื่อค่อนข้างหนา และมีกล้ามเนื้ออยู่ด้วยแพทย์จะต้องให้ยาสลบ ซึ่งการผ่าตัดตั้งแต่แรกเกิดจะง่ายกว่าตอนโตครับ
Q : หากไม่ได้รักษาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีปัญหามั้ยคะ ![]()
A : อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นครับว่า อาจมีปัญหาด้านการพูดคือจะพูดไม่ชัดในตัวอักษรที่ใช้ลิ้น หรือพูดเร็ว ๆ รัว ๆ อย่างเช่นภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่บางคนก็บอกว่าไม่จริง
ถ้าลิ้นติดแต่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องการพูดก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเนื้อเยื่อสั้นมากจนกระดกลิ้นไม่ได้เลยก็จะมีปัญหา ในเด็กบางคนที่เป็นแบบนี้อาจใช้วิธีอื่นในการฝึกพูดโดยไม่ต้องใช้ปลายลิ้นก็ได้ค่ะ
ถ้าสงสัยว่าลูก "ลิ้นติด"
ก่อนอื่นควรปรึกษาแพทย์ว่าจำเป็นต้องผ่าตัดหรือไม่ เพราะเด็กที่มีเนื้อเยื่อใต้ลิ้นก็ไม่ได้ผ่าตัดทุกราย พ่อแม่จึงยังไม่ควรกังวลก่อนจะได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์
สำหรับปัญหาที่สำคัญของเด็กภาวะลิ้นติดคือ ความสามารถในการดูดนม ถ้าเด็กดูดนมลำบากก็ควรผ่าตัด แต่ถ้าเด็กดูดนมได้ดีก็ไม่จำเป็นที่จะต้องผ่าตัดครับ
Q : ตอนเด็ก ๆ ปล่อยไว้แล้วมาผ่าตัดตอนโต เด็กจะพูดชัดขึ้นมั้ยคะ ![]()
A : ประมาณ 30-40% บอกพูดชัดขึ้นแต่ในบางรายก็บอกว่าเหมือนเดิม ทำให้ผลหลังการผ่าตัดใม่ชัดเจนว่า ลิ้นติดจะเป็นปัญหาต่อการพูดมากน้อยแค่ไหน เพราะคนที่ผ่าตัดแล้วดีขั้นก็มี คนที่พูดไม่ชัดแต่ลิ้นไม่ติดก็มีครับ จึงทำให้ผลการศึกษาไม่แน่นอน
แต่อย่างไร คุณพ่อคุณแม่ก็ควรช่วยกันสังเกต เพื่อการแก้ไขที่ถูกต้องนะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
![]()
ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552





