
5 อาการไอของลูกน้อยที่คุณแม่ควรรู้ (Mother&Care)
เรื่อง แม่ออมจัง ภาพ กณวรรธน์
อาการไอในเด็กวัยเตาะแตะ เป็นอาการที่พบได้บ่อย หากคุณแม่สังเกตอาการดี ๆ จะรู้ได้ถึงสาเหตุของอาการไอในแต่ละแบบ เพื่อให้คุณแม่รู้ทัน ดูแลอาการไอได้เอง โดยเบื้องต้นมาดูข้อมูลต่อไปนี้ค่ะ
5 อาการไอแบบต่าง ๆ

หมายถึงอาการไอที่เกิดหลังจากหวัด มาจากการติดเชื้อไวรัสในอากาศ ฉะนั้น ถ้าลูกน้อยเป็นหวัด อาจทำให้ลูกมีไข้ น้ำมูกไหล กระตุ้นให้เกิดอาการไอ ระคายคอได้ ส่วนใหญ่เมื่ออาการหวัดของลูกหายไป (ภายใน 2-3 สัปดาห์) อาการไอก็จะหายไปด้วยค่ะ

มักจะมีเสมหะไหลลงคอหรือมีอาการอักเสบที่คอร่วมด้วย ถ้าคออักเสบมากก็ยิ่งกระตุ้นให้ไอได้ง่าย การสังเกตลักษณะเสมหะจะช่วยให้คุณแม่วินิจฉัยได้ว่าเกิดจากอะไรค่ะ เช่น เสมหะมีสีเหลืองเขียวเกิดจากการติดเชื้อ อักเสบเป็นไซนัสเสมหะจะใส หรือหากมีสีขาวขุ่นอาจเกิดจากโรคภูมิแพ้ เป็นต้น
เพื่อความมั่นใจและการดูแลตามอาการอย่างเหมาะสม คุณแม่ควรพาลูกน้อยไปตรวจร่างกาย เช็กว่าเกิดจากอาการอักเสบเป็นไซนัสหรือเป็นอาการไอที่เกิดจากภูมิแพ้ หอบหืดค่ะ

เป็นอาการไอที่ไม่มีเสมหะปนอยู่ด้วย เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่น ช่วงหน้าหนาว เป็นเหตุให้เกิดอาการระคายเคืองในหลอดลมจมูก ร่างกายต้องปรับตัวให้เลือดมาเลี้ยงที่เยื่อบุจมูกมากขึ้น ทำให้เยื่อบุจมูกบวม เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหลเล็กน้อย รู้สึกระคายคอ ไอแห้ง ๆ หรือไม่ก็ทำให้เสียงแหบ

สังเกตได้ว่ามีอาการไอนานกว่า 3 สัปดาห์ ส่วนสาเหตุก็มีหลายเหตุผล เช่น เป็นโรคหอบหืด ลักษณะการไอจะไอติดต่อเป็นชุด ๆ หรือเกิดจากหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น ถือเป็นภาวะหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรัง เช่น การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิหรือสิ่งกระตุ้น เช่น กลิ่นฉุน ควันบุหรี่ ควันธูป ควันจากมลพิษ ก็กระตุ้นให้เกิดการไอได้

อาจเกิดขึ้นได้จากความซุกซน นึกสนุก ทำเสียงดัง ๆ ตะโกนเก่ง ๆ ของเจ้าตัวเล็ก ก็มีสิทธิ์ทำให้เกิดอาการไอ ระคายคอได้ง่าย ๆ เช่นกันนะคะ
การดูแลบรรเทาอาการไอ




สิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องรู้ต่อมาคือ จำให้ขึ้นใจว่า ก่อนซื้อหรือเลือกใช้ยา เพื่อความปลอดภัยในสุขภาพ ควรปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากเภสัชกรหรือคุณหมอค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก

Vol.8 No.94 ตุลาคม 2555