
ไขข้อสงสัย ว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่จึงต้องสนใจศึกษาและต้องเสริมสร้างจุลินทรีย์ Bifidus ให้กับลูกน้อย อยากรู้มาฟังคำตอบกันเลย...
ในปัจจุบันประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา มีสุขอนามัยดีขึ้น พบว่ามีคนเป็นโรคติดเชื้อลดลง แต่กลับพบว่าเป็นโรคภูมิแพ้ โรคที่เกิดจากการที่มีภูมิมากเกินปกติ ทั้งในลำไส้ ระบบข้อ กระดูก และระบบทั่วไปเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทั้งนี้นอกจากสุขอนามัยที่ดีขึ้นแล้วยังมีการคลอดบุตรโดยการผ่าท้องคลอด การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยไม่จำเป็นกันมากขึ้น ส่งผลให้เชื้อดีไวต่อยา แต่เชื้อร้ายจะทนต่อยา ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้รวดเร็ว ซึ่งจากการศึกษาพบข้อมูลว่าการมีจุลินทรีย์ Bifidus ในลำไส้จำนวนมากส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ทางเดินอาหารเป็นอวัยวะที่มีโพรง เริ่มตั้งแต่ปาก ลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ ซึ่งตรงชั้นเยื่อบุของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ จะประกอบด้วย ชั้นเซลล์เยื่อบุ ชั้นใต้เซลล์เยื่อบุ และชั้นกล้ามเนื้อเรียบ โดยที่ชั้นใต้เยื่อบุลำไส้นี้เองมีเนื้อเยื่อน้ำเหลือง (Gut Associated Lymphoid Tissue, GALT) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ เนื้อเยื่อ GALT เมื่อได้รับการกระตุ้นจากจุลินทรีย์ที่เกาะติดกับผิวเยื่อบุลำไส้จะปล่อยสารเคมีไปสื่อสารกับเซลล์เนื้อเยื่อน้ำเหลือง ซึ่งใช้วิธีส่งท่อขึ้นมารับสัญญาณ รับตัวอย่าง จะเป็นอาหารหรือสารเคมีของจุลินทรีย์แล้วเกิดกลไกการตอบสนองต่อสิ่งนั้น ๆ ถ้าเป็นอาหารมักตอบสนองไปในด้านทนรับอาหารชนิดนั้นได้ (Tolerance) ถ้าได้รับสารกระตุ้นจากจุลินทรีย์ที่ดี (Good germ,health germ) จะตอบสนองโดยสร้างสารให้การป้องกัน
ในทางตรงข้ามหากจุลินทรีย์เป็นตัวร้าย (Bad germ) ปล่อยสารเคมี หรือถ้าเป็นสารก่อแพ้ ซึ่งเนื้อเยื่อน้ำเหลืองรับสัญญาณแล้วรู้ว่าเป็นเชื้อร้ายหรือเป็นสารก่อแพ้จะตอบสนองด้วยการต่อสู้ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บ เกิดการอักเสบที่ลำไส้แล้วยังสร้างสารซึ่งก่อการอักเสบหรือภูมิแพ้เข้าสู่ระบบไหลเวียน ทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะนอกทางเดินอาหารได้ เช่น ทารกแพ้โปรตีนนมวัว เกิดการอักเสบที่ลำไส้แล้วยังเกิดอาการอักเสบที่นอกลำไส้ ได้แก่ ที่จมูกมีน้ำมูกไหล หลอดลมเกิดอาการไอ ผิวหนังเกิดผื่นกรากน้ำนม เป็นต้น

ในลำไส้จะมีเชื้อต่าง ๆ มากมายทั้งดีและร้าย ผลของการตอบสนองนี้จะต้านน้ำหนักระหว่างกัน จะป้องกันหรืออักเสบขึ้นกับว่าใครมีน้ำหนักมากกว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งสมมุติฐานว่าการที่พบโรคภูมิแพ้และการอักเสบที่อวัยวะต่าง ๆ เพิ่มขึ้นทั่วโลกนั้นน่าจะเกิดจากคนเราไม่ได้รับเชื้อดี ๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติเหมือนในอดีต
เพราะเด็กรุ่นหลัง ๆ ได้รับการเลี้ยงดูสะอาด แทบไม่ได้เชื้อจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ เรียกว่าไม่ได้สัมผัสดิน ซึ่งมีจุลินทรีย์ดี ๆ เลย แม้แต่จะปั้นวัว ปั้นควาย ก็ใช้ดินน้ำมันปั้นแทนดินเหนียวกันแทบหมดแล้ว สุขอนามัยที่ดีขึ้น มีน้ำดื่มที่สะอาด มีหน้ากากอนามัย มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ มากมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยลดการติดเชื้อ กระตุ้นความต้านทานเพื่อป้องกันโรคพร้อม ๆ กับกระตุ้นภูมิต้านทานซึ่งก่อการอักเสบ ร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น ซึ่งฆ่าเชื้อดี ๆ ให้ลดน้อยลง ทำให้เชื้อฉวยโอกาสก่อโรคเพิ่มจำนวนขึ้น ส่งผลให้ดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้เสียไปอย่างมาก ซึ่งถ้าหากภูมิด้านก่อการอักเสบมีน้ำหนักมากกว่าภูมิด้านป้องกัน จะนำไปสู่การเกิดโรคภูมิแพ้และการอักเสบที่เนื้อเยื่อต่าง ๆ มากขึ้นในปัจจุบัน เรียกสมมุติฐานนี้ว่า Hygiene Hypothesis

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาประชากรของจุลินทรีย์ในลำไส้โดยการดูดของเหลวจากโพรงลำไส้มาเพาะเชื้อ ซึ่งทำได้ยากจึงเพาะเชื้อจากอุจจาระแทน ซึ่งสามารถแยกกลุ่มต่าง ๆ ได้ดังภาพนี้






ควรสร้างให้สิ่งแวดล้อมในลำไส้ของลูกน้อยให้มีประชากรจุลินทรีย์สุขภาพโดยเฉพาะ Bifidus โดยการให้ทารกเกิดทางช่องคลอด กินนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน ให้อาหารเด็กตามวัยที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น ให้ดื่มนมที่เสริมจุลินทรีย์ที่ศึกษามาแล้วว่าช่วยป้องกันโรคติดเชื้อและภูมิแพ้
เรียบเรียงโดย ศ. เกียรติคุณ พญ. วันดี วราวิทย์